แอดมิชชั่น (Admission) คืออะไร
ก่อนอื่นเลยสำหรับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา คงต้องมาสนใจกับการสอบแอดมิชชั่น หรือสอบเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่จำกัดจำนวนนักศึกษาที่จะเข้าศึกษาต่อในแต่ละปีกันนะครับ โดยก่อนหน้าที่จะเป็นระบบการสอบแอดมิชชั่น กันในปีการศึกษา 2549 การคัดเลือกนักศึกษาเพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น จะใช้วิธีการสอบเอ็นทรานซ์ (Entrance Examination) โดยจะวัดกันที่ผลการสอบเข้าเป็นหลักซึ่งทำให้ นักเรียนนั้น อาจจะเทความสนใจไปกับการสอบเข้ากันอย่างเต็มที่ โดยอาจทำให้ไม่สนใจคะแนน หรือ เกรด หรือ เนื้อหาในโรงเรียนเลย จึงทำให้เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ จะเน้นไปเข้าเรียนพิเศษ หรือโรงเรียนกวดวิชากันอย่างมากมาย ซึ่งเนื้อหาหลักๆ จะเน้นไปที่เนื้อหาที่คาดว่าจะกลายมาเป็นข้อสอบเอ็นทรานซ์ นั่นเอง ซึ่งอาจทำให้ นักเรียนได้มองข้าม เรื่องสำคัญต่างๆ เช่นเรื่อง การทำงานร่วมกัน การทดลองทำโครงงาน การทำกิจกรรม หรือ การใช้คุณธรรมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ. ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดของการใช้ระบบ แอดมิชชั่น (Admission) เข้ามาเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 นั่นเอง
ระบบการสอบแอดมิชชั่น
ระบบ “แอดมิชชั่น” (Admission) ใช้วิธีคัดเลือกโดยการสอบ ซึ่ง เป็นแนวคิด (Content – Based Approach) เดิม กล่าวคือ ใช้คะแนนสอบ 3 ด้าน ด้วยกัน ได้แก่ 1. GPA 5% , PR 5%, 2. NT 20% – 40% (แล้วแต่สาขาวิชา), และ 3. สอบข้อสอบของมหาวิทยาลัยอีก 50% – 70% (แล้วแต่สาขาวิชา)
ผลเสียที่จะเกิดขึ้น คือ นักเรียนและผู้ปกครองจะเครียดเหมือนเดิม จากระบบแอดมิชชั่น ที่เน้นกับการสอบมากขึ้น ได้แก่ การสอบของโรงเรียน (GPA , PR), การสอบ NT, และการสอบข้อสอบมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น จะ เห็นการกวดวิชารูปแบบใหม่ คือการกวดวิชาเพื่อสอบ NT อีกทั้งการกวดวิชาในวิชาอื่น ๆเพื่อสอบข้อสอบมหาวิทยาลัยจะมีความเข้มข้นมากขึ้น หรือ ต้องกวดวิชามากขึ้น นั่นเอง !!
ดังนั้น การเรียนการสอนในโรงเรียนปกติและโรงเรียนกวดวิชาจะเน้น Content – Based Approach เหมือนเดิม การเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการศึกษา จะไม่ได้รับความสนใจและไม่มีการปฏิรูปกันจริงในทางปฏิบัติ ได้แก่เรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Thinking Ability), ความสามารถในการเขียน (Writing Ability), การทดลอง, การทำโครงงาน (Project – Based Approach) เพื่อให้เกิดประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริง, การทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ , ความร่วมมือในการทำงาน, และการตรงต่อเวลา , คุณธรรม ฯลฯ เพราะไม่มีการวัดผลประเมินผลนักเรียนในเรื่องดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในการคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
โอเน็ต (O-Net) เอเน็ต (A-Net) คืออะไร
การสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test)
O – NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในช่วงชั้นที่ 4 จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่
- ภาษาไทย
- คณิตศาสตร์
- วิทยาศาสตร์
- สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
- ภาษาค่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล O – NET ประกอบด้วย
- แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 80% – 90% : 10% – 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
- เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง
- ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
- ข้อสอบครอบคลุมสาระและทักษะสำคัญของ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การสอบเป็นบริการของรัฐให้แก่นักเรียนทุกคนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
การสอบ A – NET (Advanced National Educational Test)
A – NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง เป็นการวัดความรู้และ ความคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการวัดความรู้เชิง สังเคราะห์ โดยเน้นทักษะการคิดมากกว่า O-NET ประกอบด้วย
- 1 ภาษาไทย 2
- คณิตศาสตร์ 2
- วิทยาศาสตร์ 2
- สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2
- ภาษาอังกฤษ 2
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล A – NET ประกอบด้วย
- แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 60% – 80% : 40% – 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
- เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาด้าน เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา อยู่ในฉบับเดียวกัน ที่ใช้เวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง และจะแสดงผลการทดสอบทั้งรวมและแยก
- ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
การคัดเลือกด้วยระบบ Admission ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป
การคัดเลือกด้วยระบบ Admissions ซึ่งเริ่มเมื่อปีการศึกษา 2549 ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ว่ามีการให้สัดส่วนผลการเรียนมากเกินไป ซึ่งความจริงการสอบคัดเลือก Entrance ก็ดี การคัดเลือกด้วยระบบ Admissions ก็ดี ล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การรับเข้าศึกษาด้วยระบบ Admissions มีเป้าหมายว่า ถ้าดำเนินการได้เต็มรูปแบบจะต้องถึงจุดที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณารับเข้าและประกาศเกณฑ์ดังกล่าวให้ทราบทั่วกัน นักเรียนหรือผู้ประสงค์จะสมัครเข้าศึกษาต่อ ณ สถาบันอุดมศึกษาแห่งใด จะต้องนำคะแนนผลการสอบที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจัดสอบเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกันและต้องไม่เพิ่มภาระแก่นักเรียน โดยนักเรียนจะนำคะแนนไปยื่นสมัคร ณ หน่วยคัดเลือกลางที่มีกลไกดำเนินงานที่เป็นมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในความยุติธรรมโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล เป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกให้
การปรับระบบการสอบคัดเลือกปีการศึกษา 2553 ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้มอบให้ กลุ่มเสวนา Admissions และ Assessment ดำเนินการ โดยมีหลักการตามที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเห็นชอบคือ ให้พิจารณานำผลการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและการสอบ Aptitude Test เป็นองค์ประกอบของการคัดเลือก ผลการเรียนประกอบด้วย GPAX และผลการสอบ O-NET ส่วนการสอบ Aptitude Test จะแทนที่การสอบ A-NET และ/วิชาเฉพาะ เนื่องจากหลักการของ Aptitude Test เป็นการทดสอบความถนัดทางการเรียนซึ่งไม่เน้นเนื้อหาวิชา จึงสามารถจัดสอบได้หลายครั้งในแต่ละปี
องค์ประกอบการคัดเลือกฯ ปีการศึกษา 2553 ที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบมีดังนี้
1. GPAX 20%
2. O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30%
3. GAT (General Aptitude Test) 10-50%
4. PAT (Professional Aptitude Test) 0-40%

